- ขอเริ่มต้นด้วยภูมิหลังเล็กน้อยนะครับ ขณะนี้ผมเองอายุหกสิบปีสองเดือนล่วงไปแล้ว นับว่าเข้าสู่วัยที่ควรจะสุขุมรอบคอบพอสมควร และในช่วงสิบปีที่ผ่านมาก็สามารถปรับปรุงตนเองให้เห็นถึงแก่นแท้ของชีวิตได้พอสมควร อาทิเช่น หยุดดื่มเครื่องดองของเมาทุกชนิด หยุดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เล่นกีฬาเป็นนิจ เลือกรัประทานอาหารที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ ทานปลามากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่น ๆ ทั้งนี้เพราะได้ไปเข้าปฎิบัติธรรมที่สถานปฎิบัติธรรมเวฬุวัน จ.ขอนแก่น เมื่อประมาณปีสี่สาม และศึกษาเพิ่มเติม ฝึกปฎิบัติมาตลอด จนปัจจุบันค่อนข้างแน่ใจว่า น่าจะรับสถานะการณ์ต่าง ๆ ได้ในระดับดีพอควร แต่บัดนี้ มีข้อสอบผ่านเข้ามาข้อหนึ่ง ผมกลับสอบไม่ผ่าน ตกม้าตายเอาดื้อ ๆ อย่างนั้นแหละ มันเป็นยังไงรึ ลองตามเรื่องนี้ในตอนถัดไปนะครับ
- ลางบอกเหตุ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ไปวัดทำบุญเสร็จพิธีสงฆ์ทั้งหมดแล้ว ญาติโยมก็ร่วมกันรับประทานอาหารร่วมกัน นับว่าสุขสงบพอสมควร แต่ทว่าก่อนจะกลับบ้าน เกิดอาการปวดท้องบิดอย่างรุ่นแรง(เป็นบ่อย ๆ เมื่อทานอาหารที่มีรสจัดหรือแปลก ๆ จากปกติ) เลยรับเข้าห้องส้วม เมื่อเสร็จกิจ แม่เจ้าโว้ย? เสียวสันหลังวูป มูกเลือดแปะบนยอดสุดท้ายของกากอาหาร เอาล่ะหว่า เจออะไรเข้านี่ แต่ก็พยายามปรับจิตให้ปกติ น่าจะเป็นบิดรึเปล่าหนอ? (ช่วงนี้เริ่มเป็นกังวลเล็กน้อยแล้ว) กลับถึงบ้านก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ เอาละว่ะ เย็นนี้ไปพบแพทย์ดีกว่า จะทำอย่างไรต่อไป พอไปพบแพทย์ก็ได้คำแนะนำให้ไปโรงพยาบาล พบแพทย์ด้านศัลยกรรม เพื่อตรวจดูอาการให้ชัดเจนว่าเป็นอะไร (ไม่ได้ยาไปรับประทานใด ๆ)
- ข่าวร้าย รุ่งเช้าก็ไปพบแพทย์ทันที รอจนเมื่อยตุ้ม ข้าวเช้าไม่ได้กิน ถึงเวลาตรวจ แพทย์ก็สั่งให้ขึ้นเตียงรูดกางเกงลง เปิดตูดไว้ หมอจะได้แหย่เครื่องมือเข้าไปตรวจ แพทย์ก็ใช้ที่ถ่างรูตูดยัดเข้าไป แล้วเอากล้องสั้น ๆ ส่องเข้าดูรอบปลายลำไส้ใหญ่ ดูไปดูมา ไอ่หย่า แพทย์ครางเบา ๆ เจอริดสีดวง แล้วแพทย์ก็ถอดกล้องออก เอานิ้วมือเข้าไปคลำแทน คราวนี้เสียงเพี้ยนไป เนื้อร้าย ๆ ไม่ใช่ริดสีดวง พอได้ยินแค่นี้แหละ จิตตกวูบ ความวิตกกังวัลวิ่งทะลักเข้าจุกอกทันที แต่ก็พยายามปรับให้เข้าสู่ร่องรอย ทำเป็นใจดีสู้เสือ ไม่ใช่น่า ๆ (ครางในใจ) เสร็จการตรวจก็เลยถามนายแพทย์ผู้ตรวจว่า ก้อนใหญ่ไหมครับ ก้อนเล็ก ๆ รักษาได้ นายแพทย์ตอบ และนัดให้มาเอ็กเรย์และตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ในอีกสามสัปดาห์ หลังจากกลับโรงพยาบาล คราวนี้แหละ จิตเริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ เอาไงว่ะ จะบอกใครไหม บอกลูกบอกเมียไหม อีกสองวันต้องพาลูกสาวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ขอนแก่นตามนัด ก็เลยตัดสินใจว่า เรื่องนี้ต้องบอกภรรยาพร้อมไปพบแพทย์ที่ขอนแก่นที่เคยไปรับการผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้งไปเมื่อหลายปีก่อน พบแพทย์แล้วก็ไปเอ็กเรย์ที่โรงพยาบาลเอกชนจะได้ไม่ต้องรอคิวนาน ผลเอ็กเรย์ ไม่พบก้อนเนื้องอกใด ๆ ซึ่งก็สบายใจไปได้ระดับหนึ่ง แต่ท่านเอ่ย... เมื่อจิตมันตกไปแล้ว ก็ไม่อาจสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปได้(ตรงนี้แหละที่บอกว่า สอบตกธรรมะ ทั้ง ๆ ที่ได้เตรียมตัวมาหลายปีแล้ว)
- (ยังมีต่อ)
Wednesday, September 30, 2009
สอบตกธรรมะ
เรื่องราวต่อไปนี้บันทึกจากชีวิตจริงที่กำลังประสบอยู่ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับท่านที่ตั้งใจอ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับตัวเมื่อเจอสถานะการณ์เช่นเดียวกันนี้ได้
Sunday, August 02, 2009
องอาจ ผจงศิลป์
ช่วงนี้เป็นช่วงสุดท้ายของปีงบประมาณ ๒๕๒๒ และเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตราชการของผู้ที่มีอายุครบหกสิบบริบูรณ์(ยกเว้นพวกโกงอายุเอาวันเกิดน้องมาเป็นวันเกิดตัวเอง) ทำให้คิดถึงเพื่อน ๆ ที่รับราชการเหมือนกัน จึงขอเขียนคำนิยมสำหรับเพื่อน ๆ ไว้ ณ ที่นี้
เพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียนเพิ่มนูน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
หลังจากสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนผดุงราษฎ์บำรุง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามวัดขวัญเมือง ได้เข้าเรียนชั้น ม.๑ ที่โรงเรียนเพิ่มพูน ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งเดียวในอำเภอที่เปิดสอนถึงชั้น ม.๖ อันเป็นชั้นมัธยมตอนต้น หากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยต้องไปเรียนต่อชั้น ม.๗ และ ๘ ที่โรงเรียนประจำจังหวัดเท่านั้น และโรงเรียนเพิ่มพูนได้รองรับนักเรียนจากตำบลต่าง ๆ ของอำเภอยางตลาดทั้งใกล้แลไกล จึงมีเพื่อนฝูงมาจากตำบลต่าง ๆ มากมาย และองอาจก็เป็นเพื่อนจากต่างตำบล(คนในตลาดมักเรียกว่าบ้านนอก(เขตตลาดสด)) ตลอดเวลาห้าปีที่เรียนหนังสืออยู่ด้วยกันนั้น องอาจเป็นคนที่เพื่อน ๆ ให้ความสนิทสนมมาก เพราะเป็นคนพูดเสียงดังฟังชัดเหมือนเสียงลำโพงหนังขายยา และได้มีโอกาสร่วมทีมฟุตบอลเยาวชนไปแข่งขันระดับจังหวัดด้วยกันจึงสนิทสนมกันมากขึ้น หลังจากนั้นผมต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯและเรียนมหาวิทยาลัย จึงขาดการติดต่อจากองอาจไปนาน จนกระทั่งปี ๒๕๑๙ ได้ย้ายกลับมาสอนที่วิทยาลัยครูมหาสารคาม จึงได้พบกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อองอาจเข้ามาศึกษาระดับปริญญาตรี และได้สดับรับฟังข่าวอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งพักหลังนี้ว่าจะได้รับแต่งตั้งไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนในต่างถิ่น แต่มาทราบทีหลังว่าไม่ได้ไปรับตำแหน่ง เลยสงสัยอยู่นานว่าเพราะอะไร สุดท้ายมาทราบเรื่องตอนที่ลูกสาวเขามาศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาว่า โรงเรียนนั้นมันอยู่เลยเขาปักธงชัยเมืองโคราชไปอีก ไม่ไปเพราะกลัวรถตกเขา เออ เพื่อนเรานิกลัวตกเครื่องบินเหมือนล้อต๊อกเลย องอาจเป็นคนขยันมาก ซึ่งจะเห็นได้จากเขามีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกร เลี้ยงโคพันธ์รับผสมพันธ์ทั่วประเทศ(ผสมพันธ์โคนะไม่ใช่พันธ์คน) เพาะเห็ดส่งนอก อื่น ๆ อีกมากมาย นับว่าองอาจเป็นบุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่งคนหนึ่ง ในแง่ของอาชีพครูองอาจก็ดำรงตนอยู่ในระเบียบวินัย ปฎิบัติหน้าที่ด้วยคงามขยันและสื่อสัตย์สุจริต จนได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยเม็กวิทยาจนถึงวันเกษียณราชการ
จึงขอชื่นชมเพื่อน องอาจ ผจงศิลป์ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะชนไว้ ณ ที่นี้
เพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียนเพิ่มนูน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์
หลังจากสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนผดุงราษฎ์บำรุง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามวัดขวัญเมือง ได้เข้าเรียนชั้น ม.๑ ที่โรงเรียนเพิ่มพูน ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งเดียวในอำเภอที่เปิดสอนถึงชั้น ม.๖ อันเป็นชั้นมัธยมตอนต้น หากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยต้องไปเรียนต่อชั้น ม.๗ และ ๘ ที่โรงเรียนประจำจังหวัดเท่านั้น และโรงเรียนเพิ่มพูนได้รองรับนักเรียนจากตำบลต่าง ๆ ของอำเภอยางตลาดทั้งใกล้แลไกล จึงมีเพื่อนฝูงมาจากตำบลต่าง ๆ มากมาย และองอาจก็เป็นเพื่อนจากต่างตำบล(คนในตลาดมักเรียกว่าบ้านนอก(เขตตลาดสด)) ตลอดเวลาห้าปีที่เรียนหนังสืออยู่ด้วยกันนั้น องอาจเป็นคนที่เพื่อน ๆ ให้ความสนิทสนมมาก เพราะเป็นคนพูดเสียงดังฟังชัดเหมือนเสียงลำโพงหนังขายยา และได้มีโอกาสร่วมทีมฟุตบอลเยาวชนไปแข่งขันระดับจังหวัดด้วยกันจึงสนิทสนมกันมากขึ้น หลังจากนั้นผมต้องไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯและเรียนมหาวิทยาลัย จึงขาดการติดต่อจากองอาจไปนาน จนกระทั่งปี ๒๕๑๙ ได้ย้ายกลับมาสอนที่วิทยาลัยครูมหาสารคาม จึงได้พบกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อองอาจเข้ามาศึกษาระดับปริญญาตรี และได้สดับรับฟังข่าวอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งพักหลังนี้ว่าจะได้รับแต่งตั้งไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนในต่างถิ่น แต่มาทราบทีหลังว่าไม่ได้ไปรับตำแหน่ง เลยสงสัยอยู่นานว่าเพราะอะไร สุดท้ายมาทราบเรื่องตอนที่ลูกสาวเขามาศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาว่า โรงเรียนนั้นมันอยู่เลยเขาปักธงชัยเมืองโคราชไปอีก ไม่ไปเพราะกลัวรถตกเขา เออ เพื่อนเรานิกลัวตกเครื่องบินเหมือนล้อต๊อกเลย องอาจเป็นคนขยันมาก ซึ่งจะเห็นได้จากเขามีอาชีพเสริมเป็นเกษตรกร เลี้ยงโคพันธ์รับผสมพันธ์ทั่วประเทศ(ผสมพันธ์โคนะไม่ใช่พันธ์คน) เพาะเห็ดส่งนอก อื่น ๆ อีกมากมาย นับว่าองอาจเป็นบุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่งคนหนึ่ง ในแง่ของอาชีพครูองอาจก็ดำรงตนอยู่ในระเบียบวินัย ปฎิบัติหน้าที่ด้วยคงามขยันและสื่อสัตย์สุจริต จนได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยเม็กวิทยาจนถึงวันเกษียณราชการ
จึงขอชื่นชมเพื่อน องอาจ ผจงศิลป์ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะชนไว้ ณ ที่นี้
Monday, May 25, 2009
ฉันเริ่มนับถอยหลังสำหรับงานราชการแล้ว...
พฤษภาคม 2517 คือวันเริ่มต้นของชีวิตราชการไทย เงินเดือนเริ่มที่ 1250.00 บาท รายได้เสริมจากการสอนภาคค่ำ ชม.ละ 50 บาท อาทิตย์ละ 4 ชม. โสดสนิท กินข้าวหอพัก 1 มื้อ อีกสองมื้อตามสะดวก ซึ่งส่วนมากก็โรงอาหาร หนึ่งปีผ่านไปก็มีเงินเหลือเก็บบ้างสักสี่ซ่าห้าพัน เลื่อนขั้นเงินเดือนปีแรก 150.00 บาท( 1 ขั้น) ข้าราชก็คือผู้เสียสละ รับค่าจ้างที่พอประทังชีวิต แต่ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดูแลนักศึกษาหอพัก สอนสัปดาห์ละ 30 คาบ ช่วยงานบริการหลังสอน(พิมพ์ข้อสอบ โรเนียวข้อสอบ เย็บข้อสอบ จัดข้อสอบเข้าซอง จ่ายข้อสอบ ตรวจสอบความเรียบร้อย เก็บข้อสอบเข้าตู้ ดูแลเด็กช่วยงานประจำปีวัดพระปฐมเจดีย์ นอนเวรห้องธุรการ ....) แต่ก็ภูมิใจที่ได้เป็นข้าราชการ รับใช้ชาติศาสน์กษัตริย์ด้วยความซื่อสัตย์ แม้บางครั้งจะมีผู้เข้าใจผิด คิดไปว่าได้รับผลประโยชน์จากการจัดซื้ออุปกรณ์ แต่ความจริงก็คือความจริง ซึ่งก็ได้พิสูจน์ในตัวมันเองไปแล้ว ผลของกรรมย่อมเป็นของผู้กระทำ เมื่อทำดีก็ย่อมได้รับผลดี ชั่วชีวิตราชการสามสิบกว่าปี บอกตรง ๆ ว่า สามารถผ่อนส่งรถเก่งถูก ๆ ได้คันหนึ่ง ผ่อนส่งหม้อหุงข้าวไฟฟ้า 2 ใบ ผ่อนส่งพัดลม 1 เครื่อง ผ่อนส่งทีวีสี 2 เครือง นอกนั้นเป็นสมบัติที่พ่อแม่ผู้มีพระคุณได้มอบให้ทั้งนั้น และตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีงานอาชีพเสริมใด ๆ ฉันค้าขายไม่เป็น ฉันเปิดสอนพิเศษไม่เป็น(ได้แต่ไปรับจ้างเขา) ขายชีดไม่เป็น โอ้ย สารพัดที่ทำไม่เป็น แต่ก็ดีใจที่สามารถสอนจนมีลูกศิษย์ที่ออกไปทำมาหากินจนประสบผลสำเร็จหลายคนและเขาเหล่านั้นก็เป็นผู้รู้จักกตัญญู และบางคนก็ไปศึกษาเล่าเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาขั้นสูงสุด และกำลังจะสำเร็จอีกหลายคน
30 กันยายน 2552 คือวันสุดท้ายของการรับราชการ เพราะต่อจากนี้ไปเขาไม่จ้างอีกแล้ว เนื่องจากแก่เกินการใช้งานแล้ว ความจำก็เริ่มเสื่อมแล้ว กำลังวังชาก็เริ่มลดน้อยถอยลงแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มรุมเร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่มันก็เป็นปกติของโลก หามีอะไรจีรังหยั่งยืนไม่บนโลกนี้ ดังนั้นก็ใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว ฉันจึงเริ่มนับถอยหลังมาได้หลายวันแล้ว............
30 กันยายน 2552 คือวันสุดท้ายของการรับราชการ เพราะต่อจากนี้ไปเขาไม่จ้างอีกแล้ว เนื่องจากแก่เกินการใช้งานแล้ว ความจำก็เริ่มเสื่อมแล้ว กำลังวังชาก็เริ่มลดน้อยถอยลงแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็เริ่มรุมเร้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่มันก็เป็นปกติของโลก หามีอะไรจีรังหยั่งยืนไม่บนโลกนี้ ดังนั้นก็ใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว ฉันจึงเริ่มนับถอยหลังมาได้หลายวันแล้ว............
Saturday, June 07, 2008
สุวรรณภูมิอีกครั้งน่ะ.....
กลับถึงบ้านซะที...
..หลังจากนั่งการบินไทยลำน้อย ๆ มาทั้งคืนยันรุ่งแล้ว ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิซะที แล้วความจริงก็ปรากฎในเรื่องห้องสุขา ทุกคนก็มุ่งหน้ามาใช้ห้องสุขาที่พื้นดินมากกว่าบนเครื่อง(เวลาใช้งานมันแกว่งไป-มาไม่ค่อยถนัดเท่าใด) แม่เจ้าโว้ย! นี่เขาทำห้องสุขาให้คนไม่กี่สิบคนใช้รึเปล่า เพราะมีจำนวนห้องและเครื่องบริการน้อยมาก เดินอั้นฉี่มานานกว่าจะถึงห้องสุขาแต่พอโผล่หน้าเข้าไปก็ต้องตกใจ เพราะมีคนเข้าคิวรอฉี่เต็มห้อง เนื่องด้วยมีห้องส้วมและโถฉี่เพียงอย่างละ 2 ที่ คนลงเครื่องแต่ละลำก็สาม-สี่ร้อยคน มันจะไปพอเพียงได้ไง? น่าจะเอาคนออกแบบมาเขกกะโหลกสักสองสามทีนะ ทำได้...............

..หลังจากปล่อยของเสียแล้วก็ไปเช็คอินเข้าเมืองไทย ก็ง่าย ๆ ไม่รอนานเปิดไว้หลายช่อง ลากกระเป๋าเข้าไปเพื่อไปรอรถต้องผ่านร้านจำหน่ายสินค้า ซึ่งกินพื้นที่เกือบทั้งหมดเลย สินค้าปลอดภาษีขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะสุราต่างประเทศ ยืมพลาสปอร์ทกันวุ่นวายเพื่อใช้สิทธิ์ซื้อได้เล่มละขวด นี่เป็นห่วงสังคมไทยมาก เพราะไม่ว่าจะเรียนมาระดับใดก็ตาม ยังหลงไหลในรสสุราเหมือนไม่ได้ผ่านการศึกษามา เรามีคำสอนที่จะทำให้พ้นทุกข์ที่ทั่วโลกเขากำลังนำไปใช้กัน แต่พวกเราเองกลับไม่สนใจนำมาใช้ เรามันสังคมไม่มีศาสนาที่แท้จริง มีเฉพาะในทะเบียนบ้านเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สุราในบ้านเราจึงขายได้เป็นล่ำเป็นสัน และผู้คนก็หลงใหลในรสสุราจนขาดสติ อุบัติเหตุที่เกิดจากสุราจะมีคนตายมากกว่าการเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศอิรักเสียอีก
..หลังจากจ่ายจนกระเป๋าแห้งแล้วก็ออกมารอรถที่ด้านหน้า ซึ่งก็ออกจะร้อน เพราะบริเวณรอรถเป็นช่วงอาคารโล่ง ๆ มีพื้นที่นิดหน่อย การที่จะนั่งรอรถออกจะคับแคบพอควร และแถมมีแท็กซี่อิทธิพลมาจองทางเดินให้บริการอีก เลยคับแคบไปใหญ่ น่าจะปรับปรุงให้เหมือนดอนเมืองจะให้ความสะดวกแก่ผู้โดยสารพอสมควร รถมาแล้วก็รีบขึ้นรถไปเพื่อกลับบ้าน
..ไม่มีความสุขใดเท่ากับการได้กลับมาถึงบ้านเสียที เพราะคิดถึงเมียเหลือเกิน..............
..หลังจากนั่งการบินไทยลำน้อย ๆ มาทั้งคืนยันรุ่งแล้ว ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิซะที แล้วความจริงก็ปรากฎในเรื่องห้องสุขา ทุกคนก็มุ่งหน้ามาใช้ห้องสุขาที่พื้นดินมากกว่าบนเครื่อง(เวลาใช้งานมันแกว่งไป-มาไม่ค่อยถนัดเท่าใด) แม่เจ้าโว้ย! นี่เขาทำห้องสุขาให้คนไม่กี่สิบคนใช้รึเปล่า เพราะมีจำนวนห้องและเครื่องบริการน้อยมาก เดินอั้นฉี่มานานกว่าจะถึงห้องสุขาแต่พอโผล่หน้าเข้าไปก็ต้องตกใจ เพราะมีคนเข้าคิวรอฉี่เต็มห้อง เนื่องด้วยมีห้องส้วมและโถฉี่เพียงอย่างละ 2 ที่ คนลงเครื่องแต่ละลำก็สาม-สี่ร้อยคน มันจะไปพอเพียงได้ไง? น่าจะเอาคนออกแบบมาเขกกะโหลกสักสองสามทีนะ ทำได้...............

..หลังจากปล่อยของเสียแล้วก็ไปเช็คอินเข้าเมืองไทย ก็ง่าย ๆ ไม่รอนานเปิดไว้หลายช่อง ลากกระเป๋าเข้าไปเพื่อไปรอรถต้องผ่านร้านจำหน่ายสินค้า ซึ่งกินพื้นที่เกือบทั้งหมดเลย สินค้าปลอดภาษีขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะสุราต่างประเทศ ยืมพลาสปอร์ทกันวุ่นวายเพื่อใช้สิทธิ์ซื้อได้เล่มละขวด นี่เป็นห่วงสังคมไทยมาก เพราะไม่ว่าจะเรียนมาระดับใดก็ตาม ยังหลงไหลในรสสุราเหมือนไม่ได้ผ่านการศึกษามา เรามีคำสอนที่จะทำให้พ้นทุกข์ที่ทั่วโลกเขากำลังนำไปใช้กัน แต่พวกเราเองกลับไม่สนใจนำมาใช้ เรามันสังคมไม่มีศาสนาที่แท้จริง มีเฉพาะในทะเบียนบ้านเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สุราในบ้านเราจึงขายได้เป็นล่ำเป็นสัน และผู้คนก็หลงใหลในรสสุราจนขาดสติ อุบัติเหตุที่เกิดจากสุราจะมีคนตายมากกว่าการเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศอิรักเสียอีก
..หลังจากจ่ายจนกระเป๋าแห้งแล้วก็ออกมารอรถที่ด้านหน้า ซึ่งก็ออกจะร้อน เพราะบริเวณรอรถเป็นช่วงอาคารโล่ง ๆ มีพื้นที่นิดหน่อย การที่จะนั่งรอรถออกจะคับแคบพอควร และแถมมีแท็กซี่อิทธิพลมาจองทางเดินให้บริการอีก เลยคับแคบไปใหญ่ น่าจะปรับปรุงให้เหมือนดอนเมืองจะให้ความสะดวกแก่ผู้โดยสารพอสมควร รถมาแล้วก็รีบขึ้นรถไปเพื่อกลับบ้าน..ไม่มีความสุขใดเท่ากับการได้กลับมาถึงบ้านเสียที เพราะคิดถึงเมียเหลือเกิน..............
Wednesday, April 30, 2008
มิวนิค เยอรมัน
8 ต.ค. 2550
..เช้านี้เดินทางเข้าสู่มิวนิค การจราจรเริ่มจอแจบ้างเล็กน้อย เท่าที่ผ่านทานั้นยังไม่มีรถยนต์มากเท่าที่มิวนิค แต่ที่มิวนิคเองก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพฯมาก ไม่ติดยัวเยี่ยอย่างกรุงเทพ ค่อยข้างสะดวก ไม่ต้องรอไฟจราจรอย่างบ้านเรา แม้ถนนหนทางจะแคบกว่าก็ตาม

เก้าโมงกว่า ๆ ก็ถึงมหาวิทยาลัย rosenheim ซึ่งเก่งในเรื่องของงานไม้ ตั้งแต่การออกแบบ การจัดทำ และพัฒนาขึ้นถึงขั้นการสร้างผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ให้มีคุณภาพเหมือนไม้เนื้อแข็ง น่าจะมีมหาวิทยาลัยสักแห่งในบ้านเราได้พัฒนาศักยภาพงานไม้อย่างเขาบ้างนะ เพราะบ้านเราไม้ดี ๆ มีให้ใช้งานมาแต่โบราณ เดี๋ยวนี้ฉิบหายหมดแล้ว เพราะขาดสำนึกในการใช้งาน ได้เวลาอาหารเที่ยงก็ร้านอาหารจีนเช่นเคย เสร็จแล้วราว ๆ บ่ายสองโมงก็ถึงตัวเมืองมิวนิค มีเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อไปศึกษาพิพิธภ้ณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ ยังดูไม่ทั่วเลย สมกับเป็นเมืองอุตสาหกรรมจริง ๆ เครื่องจักรตั้งแต่ยุคเริ่มต้นยุคเครื่องจักรไอน้ำจนถึงยุคไอพ่น มีแสดงให้ดูหมด

เครื่องบินลำใหญ่ ๆ ถูกตัดเป็นส่วน ๆ ให้ได้สัมผัส ค่อนข้างประทับใจในการให้การศึกษาของเขามาก ผิดกับบ้านเรา ขาดการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้ เอาแต่บรรเทิง เพ้อฝัน ป้อนให้ประชาชน ดังนั้นเขาย่อมเจริญกว่าเราแน่นอน

มีเวลาเหลือเล็กน้อยก็ข้ามถนนไปเดินดูร้านรวงต่าง ๆ ซึ่งว่าไปแล้วบ้านเราจับเอาร้านเหล่านั้นไปไว้บนห้างสรรพสินค้าหมด ทำให้เสียบรรยากาศไปการชอบปิ้งพอสมควร ขาดเอกลักษณืของร้าานจำหน่ายสินค้าแต่ละยี่ห้อ ซึ่งของเขายังเหมือนสมัยโบราณแถวเยาวราช ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนว่า เยาวราชยังเป็นแหล่งที่ดึงดูดผู้คน แม้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติก็ไม่เคยละเว้น สมควรอนุรักษ์เอาไว้ ปรับปรุงแต่อย่าเปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์เดิมที่มีอยู่

..บ่ายสี่โมงเศษ ๆ ก็ออกจากมิวนิคเพื่อไปสนามบินมิวนิค ซึ่งอยู่นอกเมืองออกไปหลายสิบกิโล อาหารเย็นว่าจะไปแวะงานเทศกาลเบียร์ ซึ่งอยู่ทางผ่านไปสนามบิน ปรากฏว่าเขาเลิกงานไปแล้ว เลยเห็นแต่เขากำลังเก็บของอยู่ อาหารเที่ยงเลยกลายเป็นเบอร์เก้อคนละชิ้น ระหว่างทางไปสนามบินต้องผ่านสนามฟุตบอลของสโมสรบาเยินร์มิวนิค

ซึ่งออกแบบเป็นรูปไข่ครึ่งลูก แปลกกว่าสนามอื่น ๆ เลยแวะลงไปถ่ายรูปด้านนอกสนาม เพราะวันนี้เขาไม่เปิดสนาม

ออกจากสนามฟุตบอลก็มุ่งสู่สนามบิน กว่าจะเข้าลานจอดรถได้ก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่า ๆ ใกล้จะต้องเช็คอินแล้ว เพราะเครื่องบินจะออกเวลาสองทุ่มกว่า ๆ เตรียมตัวแปลงฟันแล้วก็ออกช้อบอีกล่ะตามประสาเสี่ยไทย ๆ หกโมงกว่า ๆ ก็ไปเช็คอินแล้วเขาไปรอขึ้นเครื่อง รอไปรอมาก็ได้ข่าวว่าเครื่องบินยังไม่มาถึงมิวนิคเลย การบินไทยดีเลย์ไปกว่าสามชั่วโมงกว่า ๆ กว่าจะออกจากมิวนิคได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่งแล้ว...............................
..เช้านี้เดินทางเข้าสู่มิวนิค การจราจรเริ่มจอแจบ้างเล็กน้อย เท่าที่ผ่านทานั้นยังไม่มีรถยนต์มากเท่าที่มิวนิค แต่ที่มิวนิคเองก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพฯมาก ไม่ติดยัวเยี่ยอย่างกรุงเทพ ค่อยข้างสะดวก ไม่ต้องรอไฟจราจรอย่างบ้านเรา แม้ถนนหนทางจะแคบกว่าก็ตาม

เก้าโมงกว่า ๆ ก็ถึงมหาวิทยาลัย rosenheim ซึ่งเก่งในเรื่องของงานไม้ ตั้งแต่การออกแบบ การจัดทำ และพัฒนาขึ้นถึงขั้นการสร้างผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ให้มีคุณภาพเหมือนไม้เนื้อแข็ง น่าจะมีมหาวิทยาลัยสักแห่งในบ้านเราได้พัฒนาศักยภาพงานไม้อย่างเขาบ้างนะ เพราะบ้านเราไม้ดี ๆ มีให้ใช้งานมาแต่โบราณ เดี๋ยวนี้ฉิบหายหมดแล้ว เพราะขาดสำนึกในการใช้งาน ได้เวลาอาหารเที่ยงก็ร้านอาหารจีนเช่นเคย เสร็จแล้วราว ๆ บ่ายสองโมงก็ถึงตัวเมืองมิวนิค มีเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อไปศึกษาพิพิธภ้ณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ผ่านไปชั่วโมงกว่า ๆ ยังดูไม่ทั่วเลย สมกับเป็นเมืองอุตสาหกรรมจริง ๆ เครื่องจักรตั้งแต่ยุคเริ่มต้นยุคเครื่องจักรไอน้ำจนถึงยุคไอพ่น มีแสดงให้ดูหมด

เครื่องบินลำใหญ่ ๆ ถูกตัดเป็นส่วน ๆ ให้ได้สัมผัส ค่อนข้างประทับใจในการให้การศึกษาของเขามาก ผิดกับบ้านเรา ขาดการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้ เอาแต่บรรเทิง เพ้อฝัน ป้อนให้ประชาชน ดังนั้นเขาย่อมเจริญกว่าเราแน่นอน

มีเวลาเหลือเล็กน้อยก็ข้ามถนนไปเดินดูร้านรวงต่าง ๆ ซึ่งว่าไปแล้วบ้านเราจับเอาร้านเหล่านั้นไปไว้บนห้างสรรพสินค้าหมด ทำให้เสียบรรยากาศไปการชอบปิ้งพอสมควร ขาดเอกลักษณืของร้าานจำหน่ายสินค้าแต่ละยี่ห้อ ซึ่งของเขายังเหมือนสมัยโบราณแถวเยาวราช ซึ่งก็เห็นได้ชัดเจนว่า เยาวราชยังเป็นแหล่งที่ดึงดูดผู้คน แม้นักท่องเที่ยวจากต่างชาติก็ไม่เคยละเว้น สมควรอนุรักษ์เอาไว้ ปรับปรุงแต่อย่าเปลี่ยนแปลงเอกลักษณ์เดิมที่มีอยู่

..บ่ายสี่โมงเศษ ๆ ก็ออกจากมิวนิคเพื่อไปสนามบินมิวนิค ซึ่งอยู่นอกเมืองออกไปหลายสิบกิโล อาหารเย็นว่าจะไปแวะงานเทศกาลเบียร์ ซึ่งอยู่ทางผ่านไปสนามบิน ปรากฏว่าเขาเลิกงานไปแล้ว เลยเห็นแต่เขากำลังเก็บของอยู่ อาหารเที่ยงเลยกลายเป็นเบอร์เก้อคนละชิ้น ระหว่างทางไปสนามบินต้องผ่านสนามฟุตบอลของสโมสรบาเยินร์มิวนิค

ซึ่งออกแบบเป็นรูปไข่ครึ่งลูก แปลกกว่าสนามอื่น ๆ เลยแวะลงไปถ่ายรูปด้านนอกสนาม เพราะวันนี้เขาไม่เปิดสนาม

ออกจากสนามฟุตบอลก็มุ่งสู่สนามบิน กว่าจะเข้าลานจอดรถได้ก็ปาเข้าไปห้าโมงกว่า ๆ ใกล้จะต้องเช็คอินแล้ว เพราะเครื่องบินจะออกเวลาสองทุ่มกว่า ๆ เตรียมตัวแปลงฟันแล้วก็ออกช้อบอีกล่ะตามประสาเสี่ยไทย ๆ หกโมงกว่า ๆ ก็ไปเช็คอินแล้วเขาไปรอขึ้นเครื่อง รอไปรอมาก็ได้ข่าวว่าเครื่องบินยังไม่มาถึงมิวนิคเลย การบินไทยดีเลย์ไปกว่าสามชั่วโมงกว่า ๆ กว่าจะออกจากมิวนิคได้ก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่งแล้ว...............................
บูดาเปรสต์
7 ต.ค. 2550
..เช้านี้เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ออกเดินทางขึ้นเขาไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์อิสระภาพ ซึ่งมีรูปปั้นขนาดใหญ่เป็นสตรีถือขนนกไว้เหนือศรีษะ

และเช่นเคยที่นี่มีของฝากราคาชิ้นละหลายร้อยที่ผลิตในประเทศจีน เมื่อมองลงไปที่ตัวเมืองบูดาเปรต์จะเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม ตัวเมืองจะถูกแบ่งกลางด้วยแม่น้ำดานูป ทำให้ได้สองเมือง คือ เมืองเก่าบูดา และเมืองใหม่เปรสต์


นักท่องเที่ยวมาแวะที่นี่กันมาก รถท่องเที่ยวแทบจะหาที่จอดไม่ได้ หลังจากนั้นก็เดินทางสู่กรุงเวียนนา ออสเตรีย...
..อาหารเที่ยงมื้อนี้ออกจะแปลกกว่าทุกมื้อ เพราะเป็นอาหารเที่ยงริมทาง แวะปั๊มน้ำมันระหว่างทางก่อนถึงกรุงเวียนนา เป็นอาหารสำหรับคนยุโรปล้วน ๆ กินได้เล็กน้อยประเภททอด ๆ เส้น ๆ นั่นแหละ บุปเฟต์ ออกจะแพงมาก ๆ ตกคนละไม่ต่ำกว่าเจ็ดยูดร นำ้ดื่มในยุโรปจะมีสองแบบคือแบบน้ำเปล่าบ้านเรากับน้ำเปล่าที่อัดก๊าซ(มีแต่น้ำกับลมไม่มีสีไม่มีน้ำตาล) เวลาเรียกน้ำดื่มจากพนักงานต้องระบุด้วยว่าเอาก๊าซหรือไม่
..เมื่อถึงกรุงเวียนนาก็แวะชมพระราชวังเซินบรุนน์


สร้างอย่างยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 17-18 โดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮับส์เบิร์ก เป็ที่ประทับของพระนางมาเรียเทเรซาและราชวงศ์ มีทั้งหมด 1441 ห้องโดยเปิดให้ชมเพียง 40 ห้องเท่านั้น ผู้คนมาท่องเที่ยวกันมาก ระบบจัดการดีทำรายได้วันละไม่น้อยเลย ออกจากพระราชวังก็มุ่งหน้าไปชอบปิ้งที่ถนนคนเดิน แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านขายสินค้าส่วนใหญ่จะปิดกัน เพราะค่าแรงวันหยุดเพิ่มเป็นหกเท่าตัว ส่วนใหญ่จะพบแต่พวกศิลปินออกมานำเสนอตัวเองพร้อมรับเงินบริจาค เสร็จก็ออกเดินทางไปพักที่ panorama hotel ริมถนนอีกครั้ง เนื่องจากจุดนี้อยู่ใกล้กรุงมิวนิคมากที่สุด หากไปพักที่มิวนิคราคาจะแพงกว่ามากทีเดียว

..เช้านี้เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ออกเดินทางขึ้นเขาไปเยี่ยมชมอนุสาวรีย์อิสระภาพ ซึ่งมีรูปปั้นขนาดใหญ่เป็นสตรีถือขนนกไว้เหนือศรีษะ

และเช่นเคยที่นี่มีของฝากราคาชิ้นละหลายร้อยที่ผลิตในประเทศจีน เมื่อมองลงไปที่ตัวเมืองบูดาเปรต์จะเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม ตัวเมืองจะถูกแบ่งกลางด้วยแม่น้ำดานูป ทำให้ได้สองเมือง คือ เมืองเก่าบูดา และเมืองใหม่เปรสต์


นักท่องเที่ยวมาแวะที่นี่กันมาก รถท่องเที่ยวแทบจะหาที่จอดไม่ได้ หลังจากนั้นก็เดินทางสู่กรุงเวียนนา ออสเตรีย...
..อาหารเที่ยงมื้อนี้ออกจะแปลกกว่าทุกมื้อ เพราะเป็นอาหารเที่ยงริมทาง แวะปั๊มน้ำมันระหว่างทางก่อนถึงกรุงเวียนนา เป็นอาหารสำหรับคนยุโรปล้วน ๆ กินได้เล็กน้อยประเภททอด ๆ เส้น ๆ นั่นแหละ บุปเฟต์ ออกจะแพงมาก ๆ ตกคนละไม่ต่ำกว่าเจ็ดยูดร นำ้ดื่มในยุโรปจะมีสองแบบคือแบบน้ำเปล่าบ้านเรากับน้ำเปล่าที่อัดก๊าซ(มีแต่น้ำกับลมไม่มีสีไม่มีน้ำตาล) เวลาเรียกน้ำดื่มจากพนักงานต้องระบุด้วยว่าเอาก๊าซหรือไม่
..เมื่อถึงกรุงเวียนนาก็แวะชมพระราชวังเซินบรุนน์


สร้างอย่างยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 17-18 โดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮับส์เบิร์ก เป็ที่ประทับของพระนางมาเรียเทเรซาและราชวงศ์ มีทั้งหมด 1441 ห้องโดยเปิดให้ชมเพียง 40 ห้องเท่านั้น ผู้คนมาท่องเที่ยวกันมาก ระบบจัดการดีทำรายได้วันละไม่น้อยเลย ออกจากพระราชวังก็มุ่งหน้าไปชอบปิ้งที่ถนนคนเดิน แต่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านขายสินค้าส่วนใหญ่จะปิดกัน เพราะค่าแรงวันหยุดเพิ่มเป็นหกเท่าตัว ส่วนใหญ่จะพบแต่พวกศิลปินออกมานำเสนอตัวเองพร้อมรับเงินบริจาค เสร็จก็ออกเดินทางไปพักที่ panorama hotel ริมถนนอีกครั้ง เนื่องจากจุดนี้อยู่ใกล้กรุงมิวนิคมากที่สุด หากไปพักที่มิวนิคราคาจะแพงกว่ามากทีเดียว

Tuesday, April 29, 2008
ดานูป ฮังการี
6 ต.ค. 2550
เช้านี้มุ่งหน้าไปฮังการี
..สองฝากทางจากออสเตรียไปฮังการีนั้น ผู้คนรวมกลุ่มสร้างบ้านอยู่อาศัยกันเป็นหย่อม ๆ
สลับกับทุ่งปลูกพืชไร่ตลอดเส้นทาง แลดูเขียวขจีตลอดเส้นทาง
ถนนช่วงใดผ่านหมู่บ้าน เขาจะสร้างกำแพงกั้นเสียงทั้งสองฝาก
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นอาคารบ้านเรือนของชุมชนได้
..สิบโมงกว่า ๆ ก็ถึงปราสาท melk เข้าเยี่ยมชมสักชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง เสร็จกิจก็มุ่งหน้าไปฮังการี ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองประมาณบ่ายสองโมงกว่า ๆ รอเจ้าหน้าที่ขึ้นรถมาประทับตราสักพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน ขาดจิตบริการ ไม่กระตือรื้อร้นเลยว่าคนเขารอกันอยู่ กว่าจะขึ้นรถมาประทับตราได้ก็อัดบุหรี่ไปเป็นมวนแล้ว

..ถึงโรงแรม stadion ก็บ่ายสี่โมงกว่า ๆ ร้านรวงปิดหมดเพราะเป็นวันเสาร์ เลยไม่ออกไปเดินชอบปิ้ง หกโมงเย็นก็ลงไปทานอาหารเย็น รสชาดและความหลากหลายดีกว่าทุก ๆ ที่ที่ผ่านมา จากนั้นก็ไปล่องเรือที่แม่น้ำดานูป ออกจะผิดหวังมาก ๆ นั่งเรือล่องไปกลับราว ๆ กิโลหนึ่ง บนเรือฉายวิดีโอ เลือกภาษาได้ตามที่ต้องการ ภาษาไทยก็มี

มองสองฟากฝั่งก็เห็นแต่ไฟ ตัวอาคารมองไม่เห็นเลยไม่ได้อารมณ์ตามคำบรรยาย

หากจะว่าไปแล้ว หากบ้านเราที่กรุงเทพจะทำอย่างนี้บ้าง คืออย่าเอาอย่างหรู ๆ อย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ซึ่งราคามันแพงเกินไป ทำให้คนไทยเองยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสบ้าง สองฝากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานพระปิ่นเกล้านั้นออกจะสวยงามมากกว่าที่ดานูป แต่เรายังขาดการให้บริการหลาย ๆ เรื่อง เช่น การจัดทำวิดีโอที่มีคุณภาพทั้งเนื้อหาและการนำเสนอ
เช้านี้มุ่งหน้าไปฮังการี
..สองฝากทางจากออสเตรียไปฮังการีนั้น ผู้คนรวมกลุ่มสร้างบ้านอยู่อาศัยกันเป็นหย่อม ๆ
สลับกับทุ่งปลูกพืชไร่ตลอดเส้นทาง แลดูเขียวขจีตลอดเส้นทาง
ถนนช่วงใดผ่านหมู่บ้าน เขาจะสร้างกำแพงกั้นเสียงทั้งสองฝาก
ทำให้ไม่สามารถมองเห็นอาคารบ้านเรือนของชุมชนได้
..สิบโมงกว่า ๆ ก็ถึงปราสาท melk เข้าเยี่ยมชมสักชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงเวลาอาหารเที่ยง เสร็จกิจก็มุ่งหน้าไปฮังการี ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองประมาณบ่ายสองโมงกว่า ๆ รอเจ้าหน้าที่ขึ้นรถมาประทับตราสักพักหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน ขาดจิตบริการ ไม่กระตือรื้อร้นเลยว่าคนเขารอกันอยู่ กว่าจะขึ้นรถมาประทับตราได้ก็อัดบุหรี่ไปเป็นมวนแล้ว

..ถึงโรงแรม stadion ก็บ่ายสี่โมงกว่า ๆ ร้านรวงปิดหมดเพราะเป็นวันเสาร์ เลยไม่ออกไปเดินชอบปิ้ง หกโมงเย็นก็ลงไปทานอาหารเย็น รสชาดและความหลากหลายดีกว่าทุก ๆ ที่ที่ผ่านมา จากนั้นก็ไปล่องเรือที่แม่น้ำดานูป ออกจะผิดหวังมาก ๆ นั่งเรือล่องไปกลับราว ๆ กิโลหนึ่ง บนเรือฉายวิดีโอ เลือกภาษาได้ตามที่ต้องการ ภาษาไทยก็มี

มองสองฟากฝั่งก็เห็นแต่ไฟ ตัวอาคารมองไม่เห็นเลยไม่ได้อารมณ์ตามคำบรรยาย

หากจะว่าไปแล้ว หากบ้านเราที่กรุงเทพจะทำอย่างนี้บ้าง คืออย่าเอาอย่างหรู ๆ อย่างที่มีอยู่ในวันนี้ ซึ่งราคามันแพงเกินไป ทำให้คนไทยเองยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสบ้าง สองฝากแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานพระปิ่นเกล้านั้นออกจะสวยงามมากกว่าที่ดานูป แต่เรายังขาดการให้บริการหลาย ๆ เรื่อง เช่น การจัดทำวิดีโอที่มีคุณภาพทั้งเนื้อหาและการนำเสนอ
Zalburge
5 ต.ค. 2550
อาหารเช้าก็แบบเดิม ๆ ไข่ต้มนับว่าหมดก่อนอย่างอื่น ๆ
แย้มที่นี่ออกจะเค็มไปนิด ขนมปังออกจะแข็งไปสำหรับคนไทย

กาแฟที่เยอรมันสู้ในโรงแรมที่เมืองไทยไม่ได้เลย ของเราดีกว่ามาก
เสร็จจากอาหารเช้าก็เดินทางไปโรงเรียนฝึกบิน(เครื่องบินเล็กและเครื่องร่อน)
ปรากฏว่าสภาพอากาศไม่อำนวย ฝนตกพร่ำ ๆ เลยอดบินกัน
พักปล่อยฉี่สักครู่ก็ออกเดินทางไป zalburge เมืองที่พบคนไทยมากที่สุด เพราะมาช๊อบปิ้งกัน
อาหารเที่ยงมื้อนี้ที่ zalburge ออกจะคล่องคอขึ้นบ้าง เพราะเรียกร้องไข่เจียวได้
หลังเติมพลังแล้วก็ออกเดินทางไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนฝึกฝนอาชีพ ซึ่งใช้ระบบการศึกษาแบบ
ทวิภาคี ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่งเข้าเรียน
การใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มีใช้ในโรงงาน โดยเรียนที่โรงเรียน 1 วัน
ไปฝึกงานที่โรงงาน 4 วัน จะเห็นได้ว่าคนเยอรมันนั้นส่วนใหญ่เรียนกันแค่ระดับอาชีวะ
เมื่อเข้าสู่โรงงานก็จะได้รับการส่งเสริมให้เรียนเฉพาะทาง คือปรับระดับฝีมือ
จากพนักงานทั่วไป ฝึกอบรมหรือเรียนตามหลักสูตรเพื่อเป็นพนักงานชำนาญการ
หลังจากนั้นก็จะเรียนหรือฝึกอบรมเป็นพนักงานชำนาญการพิเศษ และมีโอกาสฝึกอบรมเพื่อ
เป็นหัวหน้า(ผู้บริการระดับต้น กลาง สูง) เมื่อเปรียบเงินเดือนก็ไม่แตกต่างจากผู้ที่
สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา เช่น วิศวกร ถ้าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
การทำงานมักจะไปประจำโครงการ เมื่องานเสร็จก็เปลี่ยนโครงการใหม่ อยู่ไม่ติดที่
ส่วนพวกจบอาชีวะจะเข้าโรงงาน แล้วเลื่อนระดับฝีมือและเงินเดือนขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่อยู่ติดที่
หลังจากนั้นก็ไปซื้อของฝากตามนิสัยไทย ๆ ซื้อกันชนิดเทกระเป๋าเลย
โดยเฉพาะเครื่องประดับซึ่งเขาว่ากันว่าถูกกว่าซื้อที่เมืองไทยเล็กน้อยพอประมาณ
ของฝากยอดฮิตอีกอย่างคือ ชอคโกแลทที่มีรูปโมสาร์ท เพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท
ว่าซื้อซีดีโมสาร์ทสักแผ่น เห็นราคาแล้วซื้อไม่ลง พอ ๆ กับที่ขายในเมืองไทย
เลยตัดใจไม่ซื้อ หาโอกาสซื้อที่บ้านเราดีกว่า ไม่ต้องหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเล
ผู้คนมาท่องเที่ยวกันมาก เพราะเป็นวันศุกร์ และหากเป็นวันอาทิตย์เขาจะปิดร้านกันหมด
เนื่องจากค่าแรงต้องจ่ายเพิ่มเป็นสี่เท่า ดังนั้นอย่าได้ไปเที่ยวในอาทิตย์เป็นอันขาด
เหนื่อแล้วก็เข้าที่พักโรงแรม panorama hotel ซึ่งอยู่ติดริมทางระหว่างเมือง
อาหารเช้าก็แบบเดิม ๆ ไข่ต้มนับว่าหมดก่อนอย่างอื่น ๆ
แย้มที่นี่ออกจะเค็มไปนิด ขนมปังออกจะแข็งไปสำหรับคนไทย

กาแฟที่เยอรมันสู้ในโรงแรมที่เมืองไทยไม่ได้เลย ของเราดีกว่ามาก
เสร็จจากอาหารเช้าก็เดินทางไปโรงเรียนฝึกบิน(เครื่องบินเล็กและเครื่องร่อน)
ปรากฏว่าสภาพอากาศไม่อำนวย ฝนตกพร่ำ ๆ เลยอดบินกัน
พักปล่อยฉี่สักครู่ก็ออกเดินทางไป zalburge เมืองที่พบคนไทยมากที่สุด เพราะมาช๊อบปิ้งกัน
อาหารเที่ยงมื้อนี้ที่ zalburge ออกจะคล่องคอขึ้นบ้าง เพราะเรียกร้องไข่เจียวได้
หลังเติมพลังแล้วก็ออกเดินทางไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนฝึกฝนอาชีพ ซึ่งใช้ระบบการศึกษาแบบ
ทวิภาคี ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ส่งเข้าเรียน
การใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มีใช้ในโรงงาน โดยเรียนที่โรงเรียน 1 วัน
ไปฝึกงานที่โรงงาน 4 วัน จะเห็นได้ว่าคนเยอรมันนั้นส่วนใหญ่เรียนกันแค่ระดับอาชีวะ
เมื่อเข้าสู่โรงงานก็จะได้รับการส่งเสริมให้เรียนเฉพาะทาง คือปรับระดับฝีมือ
จากพนักงานทั่วไป ฝึกอบรมหรือเรียนตามหลักสูตรเพื่อเป็นพนักงานชำนาญการ
หลังจากนั้นก็จะเรียนหรือฝึกอบรมเป็นพนักงานชำนาญการพิเศษ และมีโอกาสฝึกอบรมเพื่อ
เป็นหัวหน้า(ผู้บริการระดับต้น กลาง สูง) เมื่อเปรียบเงินเดือนก็ไม่แตกต่างจากผู้ที่
สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา เช่น วิศวกร ถ้าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
การทำงานมักจะไปประจำโครงการ เมื่องานเสร็จก็เปลี่ยนโครงการใหม่ อยู่ไม่ติดที่
ส่วนพวกจบอาชีวะจะเข้าโรงงาน แล้วเลื่อนระดับฝีมือและเงินเดือนขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่อยู่ติดที่
หลังจากนั้นก็ไปซื้อของฝากตามนิสัยไทย ๆ ซื้อกันชนิดเทกระเป๋าเลย
โดยเฉพาะเครื่องประดับซึ่งเขาว่ากันว่าถูกกว่าซื้อที่เมืองไทยเล็กน้อยพอประมาณ
ของฝากยอดฮิตอีกอย่างคือ ชอคโกแลทที่มีรูปโมสาร์ท เพราะที่นี่เป็นบ้านเกิดของโมสาร์ท
ว่าซื้อซีดีโมสาร์ทสักแผ่น เห็นราคาแล้วซื้อไม่ลง พอ ๆ กับที่ขายในเมืองไทย
เลยตัดใจไม่ซื้อ หาโอกาสซื้อที่บ้านเราดีกว่า ไม่ต้องหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเล
ผู้คนมาท่องเที่ยวกันมาก เพราะเป็นวันศุกร์ และหากเป็นวันอาทิตย์เขาจะปิดร้านกันหมด
เนื่องจากค่าแรงต้องจ่ายเพิ่มเป็นสี่เท่า ดังนั้นอย่าได้ไปเที่ยวในอาทิตย์เป็นอันขาด
เหนื่อแล้วก็เข้าที่พักโรงแรม panorama hotel ซึ่งอยู่ติดริมทางระหว่างเมือง
Monday, April 28, 2008
Kempten University
4 ต.ค. 2550
..อากาศกำลังดีพร้อมอาหารเช้าแบบเดิม ๆ อาศัยไข่ต้มกับแอบเปิลอย่างละใบแล้วปิดท้ายด้วยครัวซองขนมปังที่ถูกปากคนไทยมากที่สุด หลังจากอิ่มหมีพีมันกันแล้วก็ออกเดินทางไปมหาวิทยาลัย Kempten
ซึ่งเน้นทางสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และโรแกรมที่เปิดล่าสุด(น่าสนใจมาจัดทำบ้าง) คือ Health & Tourism ฟังบรรยายเสร็จก็ลงนาม MOU กัน แล้วก็ไปทัวร์ห้องเรียนห้องแลบกัน ถ้าจะว่าไปแล้วห้องปฏิบัติการสาขาวิศวกรรมศาสตร์นั้นที่เมืองไทยกินขาด ส่วนห้องสมุด(ไม่ได้โม้นะ)นั้น มรม. กินขาดครับ ผิดกันแต่นักศึกษาเขาเข้าใช้บริการมากกว่าของเรา(คนไทยนี่อ่นหนังสือน้อยจริง ๆ สังคมไทยเลยไร้ปัญญาอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ปล่อยให้อันทพาล ปกครองบ้านเมืองอยู่ได้) นศ.ที่เยอรมันนั้นขยันเรียน(เอาใจใส่ ตั้งใจ)มากกว่า นศ.ไทยมาก ๆ เลย จะเห็นได้จากหากอาจารย์ไม่เข้าสอนจะออกไปตามและต่อว่าพร้อมเชิญให้เข้าไปสอน อย่างวันนี้อาจารย์ที่มาต้อนรับเรานั้นมีชั่วโมงสอนรออยู่ เมื่อถึงเวลา นศ.ได้มาเชิญไปสอนพร้อมต่อว่าที่ไม่เข้าห้องตามเวลา จนต้องรีบขอตัวไปทำการสอน แต่ที่เยอรมันนี่ หนุ่ม ๆ สา ๆ สอบบุหรี่กันจัง เหม็นไปทั่วลานหน้าห้องเรียน นั่งสอบบุหรี่กันเต็มลานไปหมด สมควรปรับปรุงเรื่องนี้ ต้องจัดบริเวณให้เป็นสัดส่วนจะดีมาก
..อาหารเที่ยงวันนี้ที่ในเมือง ร้านอาหารจีนเช่นเคย(ราคาถูกพอมีกำไรของคนจัดทัวร์) เริ่มด้วยซุบมะเขือเทศ ผัดผัก ผัดเห็ด .... ข้าวสวย ก็อิ่มกันทุกผู้คน แล้วก็ได้เวลาโปรดของคนไทย ชอบปิ่งไงล่ะ สองชั่วโมงเต็ม ๆ เลยมีโอกาสลิ้มลองไอศครีมในอากาศเย็น ๆ ดู ก็อร่อยเข้าท่าทีเดียว เปรียบเป็นเงินไทยแล้วราคาออกจะแพงทีเดียว รสชาดดีไม่หวานจัดเช่นบ้านเรา
..ตกเย็นไปพักที่ Guggemos Hotel เมือง Tegersee ซึ่งอยู่ติดทะเลสาบชื่อเดียวกับชื่อเมือง อาหารเย็นมื้อนี้ออกจะวิเศษสุด ๆ สำหรับทัวร์นี้ คือได้อาหารไทยซึ่งเจ้าของร้านเป็นชาวขอนแก่น แซบหลายเด้อ......... ลาบ ไก่ทอด เนื้อผัดพริก ผัดเปรี้ยวหวาน ....... ล่อกันนัวทั้งเบียร์ทั้งไวน์ สนุกสนานกว่าทุก ๆ วัน จนสามทุ่มก็กลับเข้าที่พัก อากาศออกจะเย็นเลยนอนห่มผ้าทั้งคืน
..อากาศกำลังดีพร้อมอาหารเช้าแบบเดิม ๆ อาศัยไข่ต้มกับแอบเปิลอย่างละใบแล้วปิดท้ายด้วยครัวซองขนมปังที่ถูกปากคนไทยมากที่สุด หลังจากอิ่มหมีพีมันกันแล้วก็ออกเดินทางไปมหาวิทยาลัย Kempten
..อาหารเที่ยงวันนี้ที่ในเมือง ร้านอาหารจีนเช่นเคย(ราคาถูกพอมีกำไรของคนจัดทัวร์) เริ่มด้วยซุบมะเขือเทศ ผัดผัก ผัดเห็ด .... ข้าวสวย ก็อิ่มกันทุกผู้คน แล้วก็ได้เวลาโปรดของคนไทย ชอบปิ่งไงล่ะ สองชั่วโมงเต็ม ๆ เลยมีโอกาสลิ้มลองไอศครีมในอากาศเย็น ๆ ดู ก็อร่อยเข้าท่าทีเดียว เปรียบเป็นเงินไทยแล้วราคาออกจะแพงทีเดียว รสชาดดีไม่หวานจัดเช่นบ้านเรา

..ตกเย็นไปพักที่ Guggemos Hotel เมือง Tegersee ซึ่งอยู่ติดทะเลสาบชื่อเดียวกับชื่อเมือง อาหารเย็นมื้อนี้ออกจะวิเศษสุด ๆ สำหรับทัวร์นี้ คือได้อาหารไทยซึ่งเจ้าของร้านเป็นชาวขอนแก่น แซบหลายเด้อ......... ลาบ ไก่ทอด เนื้อผัดพริก ผัดเปรี้ยวหวาน ....... ล่อกันนัวทั้งเบียร์ทั้งไวน์ สนุกสนานกว่าทุก ๆ วัน จนสามทุ่มก็กลับเข้าที่พัก อากาศออกจะเย็นเลยนอนห่มผ้าทั้งคืน
Subscribe to:
Posts (Atom)
