เช้าวันที่ 3 ตค. 2550
หลังอาหารเช้า (ขนมปังแข็ง ๆ กาแฟ เนื้อดิบรมควัน ไข่ต้ม พลไม้) ก็ออกเดินทางไปเมืองฟุสเซ่นบนปลายสุดถนนสายโรแมนติกเมือกเขาแอลป์ในแคว้นบาวาเรีย(ความเป็นจริงถนนสายนี้ก็แลดูนับว่าสวยเอาการ ในส่วนของการตกแต่งบ้านเรือนด้วยไม้ดอกไม้ประทับ ทุ่งหญ้าเขียวขจีซึ่งเป็นเพราะธรรมชาติอำนวย หากมองย้อยกลับมาบ้านเรา มีถนนหลายเส้นทางที่สามารถพัฒนาให้เป็นถนนโรแมนติกแบบเขาได้ เช่น ถนนเรียบแม่น้ำโขงตอนเหนือ จากภูชี้ฟ้ามุ่งสู่เชียงราย ถ้าว่าไปแล้วธรรมชาติรอบข้างถนนบ้านเราดูดีกว่าเยอะ แต่การจัดการทุ่งหรือป่าข้างทางไม่เป็นระบบระเบียบเท่านั้น ปล่อยให้รกร้างว้างเปล่าโดยไม่ได้ทำประโยชน์ใด ๆ และบ้านเรือนก็ไม่ได้จัดระเบียบให้เรียบร้อย ประดับประดาด้วยไม้ดอกไม้ประดับ หากลงมิทำกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ประเทศเราชนะขาด)
เดินทางมาเป็นชั่วโมง ๆ ก็ถึงปราสาทหนอยชวานซไตน์ ซึ่งสร้างเมื่อ คริสต์ศตวรรษที่ 18-19 รัชสมัยของพระเจ้าลุควิกที่ 2 ซึ่งใหญ่โตพอประมาณ เดินทางมาเพื่อดูก้องหินที่นำมาสร้าง เพราะไม่สามารถเข้าไปดูรายละเอียดในชั้นต่าง ๆ ของปราสาทได้ เวลามีน้อย ก็เลยได้แค่ถ่ายรูปภายนอก การท่องเที่ยวแบบนี้น่าเบื่อมาก ไม่ได้ลิ้มรสของศิลปะ มองทะลุสู่จิตวิญญาณของสถานที่ไม่ได้ เพราะต้องรีบไปที่อื่น ขนส่งผู้คนขึ้นเขาด้วยรถบัสชนิดพิเศษ เพื่อการนี้โดยเฉพาะบรรจุครั้งละเกือบร้อยคน อันนี้น่านำมาเป็นอย่างในบ้านเราบ้าง เช่น การขึ้นไปไหว้พระธาตุดอนสุเทพ น่าให้จอดรถส่วนตัวที่ตัวเมือง แล้วจัดรถที่ทำพิเศษแบบนี้เอาไว้ให้ ขึ้นไปบนเขา จะช่วยลดมนภาวะของสิ่งแวดล้อมมาก และได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย ถนนก็ไม่ต้องซ่อมบ่อย ๆ
ลงจากปราสาทก็มุ่งหน้าเข้าสู่เมือง kempten เข้าพักที่ park hotel kempten อาหารเย็นเป็นสเต็กไก่ง้วง วันนี้ค่อยยังชั่วรสชาดพอกลืนได้ลงคอ(สำหรับคนอีสานปากปลาแดก....)
การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด สามารถพัฒนาตนไปสู่ชาติภพอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพรหมหรือเทวดา หรือเป็นเปรตตกนรกก็ได้ ผิดกับสัตว์เดรฉาน เช่น หมา แมว ที่ไม่มีโอกาสทำได้ดังมนุษย์ เพราะฉะนั้น จงใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเถิด
Thursday, December 20, 2007
Sunday, December 16, 2007
ก้าวแรกบนแผ่นดิน สวิสเซอร์แลนด์
นี่หรือ สวิสเซอร์แลนด์แดนศิวิไล
เช้าวันที่ 2 ต.ค. 2550 เที่ยวบินที่ TG970 ก็ถึงท่าอากาศยานซูริคส์ ลงจากเครื่องแล้ว ก็มารอรถไฟฟ้าเพื่อเข้าสู่ตัวอาคารสนามบิน รวดเร็วดีแท้ ไม่แออัด แม้จะมีเครื่องเข้าเทียบท่าหลายลำ รอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเดี๋ยวเดียวก็รับกระเป๋าเพื่อไปขึ้นรถบัส อันจะเป็นพาหนะพาไปตลอดสัปดาห์นี้
รถทัวร์ก็เทียบได้กับเมืองไทย ออกจะแคบไปยนิดหนึ่ง เยอรมันนี่เขาประหยัดจริง ๆ นึกว่าจะเป็นรถบัสที่โอ่โถงใหญ่โต ความจริงในบ้านเรามีดีกว่านี้เยอะ คนขับอายุก็เลยวัยรุ่นไปแล้ว จึงดูออกจะสุภาพเรียบร้อยและขับรถดีมาก ๆ แต่ว่าคนแถวนี้บางทีแหกกฏน่ากลัวมาก เช่นกลับรถกันตรงถนนหลักเลย เพราะจะไปหาที่เลี้ยวกลับไม่ได้ แต่คนอื่น ๆ ก็ยินยอมโดยดี จอดสนิท ไม่ว่าอะไร รอให้หมุนไปหมุนมาสองสามรอบ ได้ที่แล้วก็ทยอยกันไป เป็นบ้านเราได้เอาปืนยิงกันสนั่นแน่ ๆ
ออกจากสนามบินก็มุ่งหน้าสู่เขาริกิ อาหารเช้าเรียบร้อยแล้วบนเครื่อง อากาศวันนี้ก็ออกจะไม่เย็นเลย อุตสาห์ส้วมเสื้อสองชั้น บางท่านถึงกับบ่น แม้..หรอกกันได้ว่าอากาศจะเย็น พอถึงเชิงเขาก็เขาไปรอรถรางที่จะขึ้นเขา
ถนนหนทางชนบทของเมืองนี้ดูออกจะแคบไปสำหรับคนไทย ดังนั้นจึงหาที่กลับรถยากมาก สถานีรถรางก็เลยต้องทำแท่นกลับรถยนต์ให้บริการลูกค้าด้วย บ้านน่าเอาอย่างนะ
รถรางที่นี่ดูออกจะมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก คือตัวลากจูงขึ้นลงนั้นจะใช้เฟื่องขับแทนการใช้ลวดเส้นโต ๆ ทำให้มั่นคงขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวขาด เพราะเป็นเฟื่องเหล็กขนาดโตสับลงไปในร่องบนรางเหล็ก แต่ก็มีความรวดเร็วดี
ถึงยอดเขาแล้วนึกว่าจะเย็นจนสั่น แต่วันนี้มันดันไม่เย็นกว่า 8 องศาซี ก็เลยออกจะอุ่น ๆ เมื่อเดินไปเดินมา มองจากยอดเขาริกิจะเห็นยอดเทือกเขาแอลป์รำไร ๆ ซึ่งปกคลุมด้วยหิมะค้างปี การขึ้นลงเขาที่นี่ดูออกจะปลอดภัยมาก ๆ จัดระบบระเบียบดีมาก บ้านเราน่าเอาอย่างเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรถราง
ลงจากเขาก็รอเรือข้ามฟากทะเลสาปไปเมืองลูเซิล ออกจะเป็นโปรแกรมที่มีคนเดินทางมาก ทั้งชาวยุโรปและตะวันออกอย่างเรา ๆ ดูออกจะคราคร่ำไปด้วยผู้คน ขึ้นจากเรือก็ได้เวลาอาหารเที่ยง อาหารจีนมื้อแรกบนแผ่นดินยุโรป เนื่องจากเป็นวันหยุดจึงหาร้านอาหารปกติทั่วไปไม่ได้ ต้องสั่งอาหารล่วงหน้า ร้านแคบ ๆ ห้องน้ำห้องเดียว มีบริกรคนเดียว คนครัวคนเดียว ต้องรีบ ๆ กิน เรื่องอย่างนี้ให้ไปเมืองไทย รับรองสนุกและถูก เราเองมีเรื่องอาหารที่เหนือกว่าเมืองในยุโรปอย่างมาก บริการก็ดี แต่ทำไมเขาไม่มาเที่ยวกัน?
หลังอาหารเที่ยงก็เดินทางไปดูน้ำตกไรน์ ก็มีชื่อเสียงมาก เพราะผู้คนเมื่อลงเครื่องที่ซูริคส์แล้ว มักจะมองหาที่เที่ยวก่อน ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า สมัยท่านเป็นเอกอัครราชฑูตที่สวิสมักจะถูกพวกเจ้านาย(นักการเมือง)ที่เอาเงินแผ่นดินมาเที่ยว ให้หาที่ท่องเที่ยวให้ ซึ่งท่านบอกว่าไม่รู้จะพาไปไหน เพราะแต่ละแห่งมีแต่ไกล ๆ เลยพามาดูน้ำตกที่นี่ เลยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ไปเลย ผมว่าน้ำตกสาวน้อยเจ็ดชั้นที่หมวกเหล็กสระบุรีดูดีกว่าเยอะ(หากมีน้ำมาก ๆ เหมือนเขา)
ออกจากน้ำตกก็มุ่งหน้าสู่เมือง meersburg และเข้าพักที่ hotel zum schiff ซึ่งว่าไปแล้วโรงแรมตักสิลาที่มหาสารคามดูออกจะหรูกว่าเยอะเลย อาหารเย็นมื้อนี้ก็ต้องเสต็กอยู่ดี เพราะไม่มีอย่างอื่นและต้องสั่งล่วงหน้า แต่ที่เขาไม่เคยขาดเลยก็คือเบียร์และไวน์ ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของปีศาจสุราทั้งหลาย ดื่มจนได้ที่ เสียงดังรบกวนคนอื่น ๆ จนฝรั่งมันหนีออกจากร้นไปหมด ไม่ว่าดอกเตอร์หรือดอกต่อยก็เหมือนกัน ทำไมจึงให้สุรามันครอบงำได้ขนาดนี้................................
เช้าวันที่ 2 ต.ค. 2550 เที่ยวบินที่ TG970 ก็ถึงท่าอากาศยานซูริคส์ ลงจากเครื่องแล้ว ก็มารอรถไฟฟ้าเพื่อเข้าสู่ตัวอาคารสนามบิน รวดเร็วดีแท้ ไม่แออัด แม้จะมีเครื่องเข้าเทียบท่าหลายลำ รอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเดี๋ยวเดียวก็รับกระเป๋าเพื่อไปขึ้นรถบัส อันจะเป็นพาหนะพาไปตลอดสัปดาห์นี้
รถทัวร์ก็เทียบได้กับเมืองไทย ออกจะแคบไปยนิดหนึ่ง เยอรมันนี่เขาประหยัดจริง ๆ นึกว่าจะเป็นรถบัสที่โอ่โถงใหญ่โต ความจริงในบ้านเรามีดีกว่านี้เยอะ คนขับอายุก็เลยวัยรุ่นไปแล้ว จึงดูออกจะสุภาพเรียบร้อยและขับรถดีมาก ๆ แต่ว่าคนแถวนี้บางทีแหกกฏน่ากลัวมาก เช่นกลับรถกันตรงถนนหลักเลย เพราะจะไปหาที่เลี้ยวกลับไม่ได้ แต่คนอื่น ๆ ก็ยินยอมโดยดี จอดสนิท ไม่ว่าอะไร รอให้หมุนไปหมุนมาสองสามรอบ ได้ที่แล้วก็ทยอยกันไป เป็นบ้านเราได้เอาปืนยิงกันสนั่นแน่ ๆ
ออกจากสนามบินก็มุ่งหน้าสู่เขาริกิ อาหารเช้าเรียบร้อยแล้วบนเครื่อง อากาศวันนี้ก็ออกจะไม่เย็นเลย อุตสาห์ส้วมเสื้อสองชั้น บางท่านถึงกับบ่น แม้..หรอกกันได้ว่าอากาศจะเย็น พอถึงเชิงเขาก็เขาไปรอรถรางที่จะขึ้นเขา
ถนนหนทางชนบทของเมืองนี้ดูออกจะแคบไปสำหรับคนไทย ดังนั้นจึงหาที่กลับรถยากมาก สถานีรถรางก็เลยต้องทำแท่นกลับรถยนต์ให้บริการลูกค้าด้วย บ้านน่าเอาอย่างนะ
รถรางที่นี่ดูออกจะมองเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก คือตัวลากจูงขึ้นลงนั้นจะใช้เฟื่องขับแทนการใช้ลวดเส้นโต ๆ ทำให้มั่นคงขึ้นเยอะ ไม่ต้องกลัวขาด เพราะเป็นเฟื่องเหล็กขนาดโตสับลงไปในร่องบนรางเหล็ก แต่ก็มีความรวดเร็วดี
ถึงยอดเขาแล้วนึกว่าจะเย็นจนสั่น แต่วันนี้มันดันไม่เย็นกว่า 8 องศาซี ก็เลยออกจะอุ่น ๆ เมื่อเดินไปเดินมา มองจากยอดเขาริกิจะเห็นยอดเทือกเขาแอลป์รำไร ๆ ซึ่งปกคลุมด้วยหิมะค้างปี การขึ้นลงเขาที่นี่ดูออกจะปลอดภัยมาก ๆ จัดระบบระเบียบดีมาก บ้านเราน่าเอาอย่างเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรถราง
ลงจากเขาก็รอเรือข้ามฟากทะเลสาปไปเมืองลูเซิล ออกจะเป็นโปรแกรมที่มีคนเดินทางมาก ทั้งชาวยุโรปและตะวันออกอย่างเรา ๆ ดูออกจะคราคร่ำไปด้วยผู้คน ขึ้นจากเรือก็ได้เวลาอาหารเที่ยง อาหารจีนมื้อแรกบนแผ่นดินยุโรป เนื่องจากเป็นวันหยุดจึงหาร้านอาหารปกติทั่วไปไม่ได้ ต้องสั่งอาหารล่วงหน้า ร้านแคบ ๆ ห้องน้ำห้องเดียว มีบริกรคนเดียว คนครัวคนเดียว ต้องรีบ ๆ กิน เรื่องอย่างนี้ให้ไปเมืองไทย รับรองสนุกและถูก เราเองมีเรื่องอาหารที่เหนือกว่าเมืองในยุโรปอย่างมาก บริการก็ดี แต่ทำไมเขาไม่มาเที่ยวกัน?
หลังอาหารเที่ยงก็เดินทางไปดูน้ำตกไรน์ ก็มีชื่อเสียงมาก เพราะผู้คนเมื่อลงเครื่องที่ซูริคส์แล้ว มักจะมองหาที่เที่ยวก่อน ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า สมัยท่านเป็นเอกอัครราชฑูตที่สวิสมักจะถูกพวกเจ้านาย(นักการเมือง)ที่เอาเงินแผ่นดินมาเที่ยว ให้หาที่ท่องเที่ยวให้ ซึ่งท่านบอกว่าไม่รู้จะพาไปไหน เพราะแต่ละแห่งมีแต่ไกล ๆ เลยพามาดูน้ำตกที่นี่ เลยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ไปเลย ผมว่าน้ำตกสาวน้อยเจ็ดชั้นที่หมวกเหล็กสระบุรีดูดีกว่าเยอะ(หากมีน้ำมาก ๆ เหมือนเขา)
ออกจากน้ำตกก็มุ่งหน้าสู่เมือง meersburg และเข้าพักที่ hotel zum schiff ซึ่งว่าไปแล้วโรงแรมตักสิลาที่มหาสารคามดูออกจะหรูกว่าเยอะเลย อาหารเย็นมื้อนี้ก็ต้องเสต็กอยู่ดี เพราะไม่มีอย่างอื่นและต้องสั่งล่วงหน้า แต่ที่เขาไม่เคยขาดเลยก็คือเบียร์และไวน์ ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของปีศาจสุราทั้งหลาย ดื่มจนได้ที่ เสียงดังรบกวนคนอื่น ๆ จนฝรั่งมันหนีออกจากร้นไปหมด ไม่ว่าดอกเตอร์หรือดอกต่อยก็เหมือนกัน ทำไมจึงให้สุรามันครอบงำได้ขนาดนี้................................
Monday, December 10, 2007
กรุงเทพฯ - ซูริคส์ กับการบินไทย
นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีสายการบินแห่งชาติ
แต่น่าเสียดายว่า คนไทยกับไม่ได้เป็นเจ้าของจริง ๆ
มีเพียงผู้คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ประโยชน์
ร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้า ๆ ไม่ได้รับผลประโยชน์ด้วยเลย
มีแต่ถูกขูดรีด ค่าโดยสารสำหรับคนไทยหาได้มีพอเหมาะตามฐานะไม่
พนักงานการบินไทยมีชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์
แต่น้องน้อยบนยอดเขา กลับยากจนซ้ำซาก เดือดร้อน
การบินไทย ให้อะไรกับเขาเหล่านั้นบ้าง ?
เอาละ ทีนี้ เที่ยวบินนี้เป็นไงบ้าง ?
ว่ากันแต่ละเรื่องนะครับ
- ขนาดของเครื่องบิน แอร์บัส 300-400 ที่เดินทางไกล 10-11 ชั่วโมงนั้น
ค่อนข้างไม่เหมาะ เพราะที่นั่งนั้นแคบเกินไป ขนาดรูปร่างคนไทย ยังอึดอัด แล้วฝรั่งตัวโต ๆ จะเป็นยังไง การบินไทยมองแค่ กำไร แต่หาได้มีคุณธรรมในการให้บริการไม่ การค้าหากขาดคุณธรรม มันก็ไม่เป็นผู้ที่เจริญสักเท่าใด ความจริงน่าจะปรับที่นั่งให้โตกว่านี้สักนิด ลดเก้าอี้สักตัวต่อแถว ลดกำไรสักนิด ยังไง ๆ ค่าโดยสารก็คิดกำไรอยู่แล้ว และผู้โดยสารก็เต็มลำทุกวันอยู่แล้ว - การบริการบนเครื่องบิน ก็ต้องบอกว่าเรายังคงรักษามาตรฐานได้เหมือนเดิม กี่ปี ๆ ก็แบบนี้ แต่สายการบินอื่น ๆ เขาพัฒนาขึ้นมามากแล้ว เกินเลยการบินไทยไปแล้วนะ แต่เรายังคงเหมือนเดิม ไม่รู้คาย หาอะไร ๆ ที่ประทับใจมากกว่านี้ได้ไหม อย่าเอาแต่นอนมากนัก ที่นั่งประหยัดนะก็มองมั่งนะ
- ยอดเยี่ยมกระเทียมดองก็ต้องกัปตัน ขอบคุณคนไทยเก่ง ๆ ที่ยังคงรักประเทศไทย คนไทยนี่ขับเครื่องบินเก่งมาก ๆ ขอย่องยกทีมงานกัปตัน
- อาหารและเครื่องดื่มนั้น ก็พอเหมาะพอควร แต่เอาใจคนไทยหน่อยนะครับ เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนไทย อาหารสำรองน่าจะมีเก็บไว้บ้าง ไม่ใช่หมด ๆ ต้องอดไปมื้อ
- ห้องสุขา ถ้ามันชำรุดก็ซ่อมบ้างนะครับ คนเป็นร้อย มันรอไม่ไหวจริง ๆ นะตอนมันปวดเต็มที่
- ถ้ารักษาเวลาขาออกและขาเข้าให้ได้ไม่เกินกำหนดสักครึ่งชั่วโมง จะเป็นสายการบินที่ยอดเยี่ยมมากนะครับ ได้ยินไอ้ตาน้ำข้าวมันบ่น(ด่าแม่)เพราะเครื่องดีเลย์เป็นหลายชั่วโมง
ขอบคุณที่ให้บริการนะจ้ะ......................
Subscribe to:
Posts (Atom)