- ขอเริ่มต้นด้วยภูมิหลังเล็กน้อยนะครับ ขณะนี้ผมเองอายุหกสิบปีสองเดือนล่วงไปแล้ว นับว่าเข้าสู่วัยที่ควรจะสุขุมรอบคอบพอสมควร และในช่วงสิบปีที่ผ่านมาก็สามารถปรับปรุงตนเองให้เห็นถึงแก่นแท้ฟของชีวิตได้พอสมควร อาทิเช่น หยุดดื่มเครื่องดองของเมาทุกชนิด หยุดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เล่นกีฬาเป็นนิจ เลือกรัประทานอาหารที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ ทานปลามากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่น ๆ ทั้งนี้เพราะได้ไปเข้าปฎิบัติธรรมที่สถานปฎิบัติธรรมเวฬุวัน จ.ขอนแก่น เมื่อประมาณปีสี่สาม และศึกษาเพิ่มเติม ฝึกปฎิบัติมาตลอด จนปัจจุบันค่อนข้างแน่ใจว่า น่าจะรับสถานะการณ์ต่าง ๆ ได้ในระดับดีพอควร แต่บัดนี้ มีข้อสอบผ่านเข้ามาข้อหนึ่ง ผมกลับสอบไม่ผ่าน ตกม้าตายเอาดื้อ ๆ อย่างนั้นแหละ มันเป็นยังไงรึ ลองตามเรื่องนี้ในตอนถัดไปนะครับ
- ลางบอกเหตุ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ไปวัดทำบุญเสร็จพิธีสงฆ์ทั้งหมดแล้ว ญาติโยมก็ร่วมกันรับประทานอาหารร่วมกัน นับว่าสุขสงบพอสมควร แต่ทว่าก่อนจะกลับบ้าน เกิดอาการปวดท้องบิดอย่างรุ่นแรง(เป็นบ่อย ๆ เมื่อทานอาหารที่มีรสจัดหรือแปลก ๆ จากปกติ) เลยรับเข้าห้องส้วม เมื่อเสร็จกิจ แม่เจ้าโว้ย? เสียวสันหลังวูป มูกเลือดแปะบนยอดสุดท้ายของกากอาหาร เอาล่ะหว่า เจออะไรเข้านี่ แต่ก็พยายามปรับจิตให้ปกติ น่าจะเป็นบิดรึเปล่าหนอ? (ช่วงนี้เริ่มเป็นกังวลเล็กน้อยแล้ว) กลับถึงบ้านก็ดำเนินชีวิตไปตามปกติ เอาละว่ะ เย็นนี้ไปพบแพทย์ดีกว่า จะทำอย่างไรต่อไป พอไปพบแพทย์ก็ได้คำแนะนำให้ไปโรงพยาบาล พบแพทย์ด้านศัลยกรรม เพื่อตรวจดูอาการให้ชัดเจนว่าเป็นอะไร (ไม่ได้ยาไปรับประทานใด ๆ)
- ข่าวร้าย รุ่งเช้าก็ไปพบแพทย์ทันที รอจนเมื่อยตุ้ม ข้าวเช้าไม่ได้กิน ถึงเวลาตรวจ แพทย์ก็สั่งให้ขึ้นเตียงรูดกางเกงลง เปิดตูดไว้ หมอจะได้แหย่เครื่องมือเข้าไปตรวจ แพทย์ก็ใช้ที่ถ่างรูตูดยัดเข้าไป แล้วเอากล้องสั้น ๆ ส่องเข้าดูรอบปลายลำไส้ใหญ่ ดูไปดูมา ไอ่หย่า แพทย์ครางเบา ๆ เจอริดสีดวง แล้วแพทย์ก็ถอดกล้องออก เอานิ้วมือเข้าไปคลำแทน คราวนี้เสียงเพี้ยนไป เนื้อร้าย ๆ ไม่ใช่ริดสีดวง พอได้ยินแค่นี้แหละ จิตตกวูบ ความวิตกกังวัลวิ่งทะลักเข้าจุกอกทันที แต่ก็พยายามปรับให้เข้าสู่ร่องรอย ทำเป็นใจดีสู้เสือ ไม่ใช่น่า ๆ (ครางในใจ) เสร็จการตรวจก็เลยถามนายแพทย์ผู้ตรวจว่า ก้อนใหญ่ไหมครับ ก้อนเล็ก ๆ รักษาได้ นายแพทย์ตอบ และนัดให้มาเอ็กเรย์และตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ในอีกสามสัปดาห์ หลังจากกลับโรงพยาบาล คราวนี้แหละ จิตเริ่มวุ่นวายมากขึ้นเรื่อย ๆ เอาไงว่ะ จะบอกใครไหม บอกลูกบอกเมียไหม อีกสองวันต้องพาลูกสาวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ขอนแก่นตามนัด ก็เลยตัดสินใจว่า เรื่องนี้ต้องบอกภรรยาพร้อมไปพบแพทย์ที่ขอนแก่นที่เคยไปรับการผ่าตัดถุงน้ำดีทิ้งไปเมื่อหลายปีก่อน พบแพทย์แล้วก็ไปเอ็กเรย์ที่โรงพยาบาลเอกชนจะได้ไม่ต้องรอคิวนาน ผลเอ็กเรย์ ไม่พบก้อนเนื้องอกใด ๆ ซึ่งก็สบายใจไปได้ระดับหนึ่ง แต่ท่านเอ่ย... เมื่อจิตมันตกไปแล้ว ก็ไม่อาจสลัดความคิดฟุ้งซ่าน(ปรุงแต่ง)ออกไปได้(ตรงนี้แหละที่บอกว่า สอบตกธรรมะ ทั้ง ๆ ที่ได้เตรียมตัวมาหลายปีแล้ว)
- ตัวกูของกู จิตปรุงแต่งเกิดขึนจากการไม่รู้จริงในเรื่องของสังขารร่างกาย จึงเกิดตังกูของกูขึ้นมา เมื่อตัวกูเกิดอาการที่ไม่ได้ดั่งใจ จิตก็คิดปรุงแต่งไปต่าง ๆ นา ๆ ถ้ามันเป็นโรคนี้จะรักษาอย่างไร เกิดอาการว้าวุ่น ค้นหาข้อมูลเป็นการใหญ่ วันทั้งวันไม่ทำอะไร ค้น ๆ ๆ ๆ แล้วก็ค้น จนไปเจอเข้ากับหนังสือทรงคุณค่าเล่มหนึ่งเข้า "กาลครั้งหนึ่งเมื่อฉันหัดเดิน" ของสำนักปฏิบัติธรรมเวฬุวันขอนแก่น แน้....ใช่แล้ว เราก็ศิษย์เก่าที่นี่เหมือนกัน เลยคว้าเอามาเป็นต้นแบบในการต่อสู้กับสิ่งที่จิตมันปรุงแต่งขึ้นมา โดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นการนำเสนอโครงการ เรียนรู้ดูกายใจด้วยธรรมะ ธรรมชาติ ซึ่งได้นำเอาผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่าง ๆ มาฝึกปฎิบัติธรรมพร้อมกับการใช้อาหารบำบัดโรคแทนการใช้ยา(สารเคมี) นั่นแหละจุดเริ่มต้นของการดูแลสังขาร(ตัวกู) ทำตามตารางของโครงการเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งปฎิบัติธรรมและการกินอาหาร เป็นเวลาสองสัปดาห์เต็ม ๆ ได้ผลเกินคาด พุงยุบหายไปในบัดดล น้ำหนักลดพรวดเดียวสี่กิโล ในขณะเดียวกันนั้นก็ดิ้นรนวิ่งหาแพทย์ท่านโน้นท่านนี้ ตรวจโน้นตรวจนี่จนสภาพร่างกายแทบทนต่อสภาพการเตรียมตัวก่อนไปตรวจที่ห้องแล็ป(กินข้าวต้มอย่างเตียว กินยาถ่ายสองวันเต็ม ๆ)ไม่ได้ อาการดิ้นรนนี่แหละคือการสอบตกธรรมะ เพราะไปยึคถือเอาว่ามีตัวกูของกูขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ได้ศึกษาเรื่องของชีวิตจากพ่อแม่ครูอาจารย์หลายรูปจากสื่ออินเทอร์เน็ต แต่เจอโจทย์เข้าจริง ๆ กลับขบไม่แตกยังไปแบกเอาไว้ จนต้องหวนกลับไปทวนคำสั่งสอนของพระผู้ทรงศีลทรงธรรมใหม่อีกสองสามรอบจึงค่อยบรรเทาอาการจิตป่วนลงมาบ้าง ปล่อยอารมณ์ที่ประสบมาทิ้งไปบ้าง นั่งอยู่เฉย ๆ แม้อาการมันยังคงแสดงให้เห็นอยู่ว่า กายนี้ยังไม่ปกตินะ ก็ปล่อยมันเป็นไป คิดแค่ว่า โลกนี้กายนี้มันก็เป็นเช่นนี้แหละ หนีกฎธรรมชาติไปไม่ได้ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาของโลก อย่าว้าวุ่นไปมากนัก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด สงบจิตไว้ หยุดดิ้นรน แล้วค่อย ๆ คิด หาเหตุหาผล ในแก้ไขปัญหาต่อไป ต้องมีจิตที่เข้มแข็ง อยู่กับโรค(ซึ่งมันแสดงอาการแล้ว)ให้ได้ มองให้เห็นมันเป็นเพื่อนให้ได้ แล้วไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านต่อ ๆ ไป แต่สำคัญที่สุดแม้ผลการตรวจด้วยเครื่องมือจะออกมาอย่างไร มันก็ไม่อาจจะตรงประเด็นได้มากเท่ากับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นจงเชื่อในตัวเอง(แต่อย่มีอคติเข้าข้างตัวเองนะ) เพราะโรคมันเป็นที่ตัวเอง แพทย์ก็วินิจฉัยไปตามอาการที่เราบอก แต่อาการจริง ๆ มันอยู่ที่เรา หนักแน่นเข้าไว้ ๆ
- บทส่งท้าย(ผลการสอบวิชาธรรมะ)
- - ผลการสอบเป็น จ (สอบไม่ผ่าน เพราะยังมีอุปาทานในรูปขันธ์)
- - ทุกข์อยู่ที่ใจเรานี่เอง หากไม่ไปปรุงแต่งอาการของโรคมันก็จะกำเริบได้ช้า แต่ไปปรุงแต่งมันเข้าเลยทรุดไปกันใหญ่
- (โลกมันก็เป็นเช่นนี้แหละ)
การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด สามารถพัฒนาตนไปสู่ชาติภพอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นพรหมหรือเทวดา หรือเป็นเปรตตกนรกก็ได้ ผิดกับสัตว์เดรฉาน เช่น หมา แมว ที่ไม่มีโอกาสทำได้ดังมนุษย์ เพราะฉะนั้น จงใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเถิด
Wednesday, September 30, 2009
สอบตกธรรมะ
เรื่องราวต่อไปนี้บันทึกจากชีวิตจริงที่กำลังประสบอยู่ น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับท่านที่ตั้งใจอ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือปรับตัวเมื่อเจอสถานะการณ์เช่นเดียวกันนี้ได้
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 comments:
Post a Comment